3/19/2558

ไม่มีพื้นที่สำหรับคนเห็นต่าง

ไม่มีพื้นที่สำหรับคนเห็นต่าง
บทความเขียนไว้เมื่อ พฤศจิกายน 2549 ลงใน Manager.co.th


ยอมรับว่า ออกจะเชยไปสักนิดนะคะ ที่จะพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ Sophie Scholl ในเวลานี้ เพราะเข้าใจว่าภาพยนตร์ดังกล่าวเข้ามาฉายในบ้านเราสักระยะหนึ่งแล้ว แต่..ก็นั่นล่ะค่ะ ตามประสาคนที่ชมภาพยนตร์ที่บ้านด้วยการซื้อหามาดูเอง ก็มักจะตกสมัยคนอื่นๆ อยู่เสมอ....   

สิ่งที่อยากจะพูดถึงในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพราะรางวัล Academy Award Nominee ในสาขา best foreign language film ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้หรอกค่ะ... แต่เพราะว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้จักกับเธอคนนี้ต่างหากละคะ Sophie Scholl ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีจิตใจหาญกล้า ชนิดที่ไม่หวั่นแม้แต่ความตาย!!!

หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ทำให้ดิฉันต้องขวนขวายหาเรื่องราวของเธอคนนี้และกลุ่มกุหลาบขาวมาเพื่อคลายข้อข้องใจของตัวเอง แล้วก็ไม่เสียใจค่ะที่ได้รู้จักกับเธอคนนี้

Sophie Scholl เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 1921 เป็นชาวเมืองอุมม์ (Ulm) ในประเทศเยอรมันนี แน่นอนค่ะ เธออยู่ในยุคสมัยที่ผู้นำเผด็จการอย่างฮิตเลอร์กำลังเรืองอำนาจอยู่พอดี วัยแรกรุ่นเธอก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ในเยอรมันที่ก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกยุวชนฮิตเลอร์
ในข้อมูลกล่าวไว้ว่า sophie ค่อนข้างเป็นคนมีพรสวรรค์ทางด้านขีดๆ เขียนๆ และหลังจากที่เธอสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมปลายในปี 1940 เธอก็เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กในโรงเรียนเด็กอนุบาลของกลุ่มเคลื่อนไหวกรรมาชีพ และอีกสองปีต่อมาเธอก็ตัดสินใจเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยมิวนิค ในสาขาวิชาชีววิทยาและปรัชญา



มหาวิทยาลัยมิวนิค แห่งนี้ นี่เองที่ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปราวพลิกฟ้า เมื่อพี่ชายแท้ๆของเธอนามว่า Hans แนะนำเธอเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์ของเขา ที่ต่างก็สนใจในกิจกรรมที่คล้ายกันไม่ว่าจะปีนเขา เล่นสกี ว่ายน้ำ หรือแม้กระทั่งการถกเถียงกันในประเด็นทางการเมือง!!

พ่อของSophie เคยถูกจับในข้อหาอาจหาญลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ฮิตเลอร์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สองพี่น้องตระกูล Scholl รู้สึกเกรงกลัวอำนาจของฮิตเลอร์แต่อย่างใด

ในภาพยนตร์ดังกล่าวเล่าเรื่องกิจกรรมของกลุ่มกุหลาบขาวอย่างกระชับฉับไว แล้วตัดฉากมาที่สองพี่น้องถูกจับกุมในข้อหาแจกใบปลิว ต่อต้านการปกครองของฮิตเลอร์ แน่นอนกว่าที่เธอจะถูกตัดสินใจประหารชีวิต ภาพยนตร์เปิดโอกาสให้ Sophie มีโอกาสพูดในสิ่งที่ตัวละครควรจะพูด เพื่อเปิดเผยถึงแนวคิดและความพยายามในการต่อต้านระบบการปกครองของฮิตเลอร์และนาซี

แต่ในความเป็นจริง Sophie ถูกตัดสินประหารชีวิตทันทีหลังจากถูกจับกุมเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง มีบันทึกของผู้คุมนักโทษที่จดจำท่วงท่าอาจองของSophie ก่อนที่เธอจะก้าวสู่แท่นกีโยติน ว่าเธอเดินเข้าสู่ความตายด้วยความกล้าหาญ และสายตาของเธอเพ่งมองอยู่แต่แสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์....
      

   กลับมาที่ภาพในแผ่นฟิล์ม จะมีฉากซ้ำๆ Sophie มองท้องฟ้าจากหน้าต่างห้องคุมขังเธอ....ภาพนี้กินใจดิฉันมากค่ะ และในเรื่องจริง Sophie ได้กล่าวไว้ว่า ความตายของฉันมันจะเป็นไรไป...หากว่า มันจะทำให้คนอีกนับพันถูกกระตุ้นและปลุกให้ตื่นด้วยการกระทำของฉันในครั้งนี้....
      
       เหนือสิ่งอื่นใด Sophie ไม่เคยสิ้นหวังในการกระทำของตัวเองเลย ในบันทึกก่อนถูกประหารชีวิต เธอพูดถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้าหาเธอว่า เธอสำนึกว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นแต่มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ออกมาจากหัวใจของเธอเอง เพราะหัวใจของเธอ มันยังคงเต็มไปด้วยความฝัน ความหวังและมันก็ปฏิเสธที่จะฟังเหตุผลนั้นๆ ที่พูดถึงความเศร้าเสียใจที่เกิดขึ้นเพราะการตายของเธอ แม้ในขณะที่ความตายอยู่ตรงหน้าเธอนั้น เธอก็ยังคงนึกถึงเรื่องอื่นๆ อยู่
      
       ก่อนจะถูกประหารชีวิต Sophie มีโอกาสพบหน้าครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง ตลอดเวลาเธอเป็นห่วงความรู้สึกของแม่เธอมากกว่าสิ่งอื่นใด ที่ต้องสูญเสียลูกในคราวเดียวกันถึงสองคน แม่ของเธอบอกกับเธอในครั้งสุดท้ายที่พบหน้ากันว่า นางคงไม่มีโอกาสได้เห็น Sophieก้าวผ่านประตูบ้านเข้ามาอีกแล้ว..... Sophie ปลอบใจแม่ของตัวเองไปว่า ความรู้สึกนี้มันจะเกิดขึ้นเพียงสองสามปีเท่านั้น.....
      
       หนึ่งในฉากของภาพยนตร์เรื่อง Sophie Scholl ที่โดนใจดิฉันมากๆ ก็คือฉากที่อยู่ในห้องพิพากษา ผู้พิพากษากล่าวกับนักโทษว่า มีอะไรจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย...Sophie ยืนนิ่งและตอบออกไปด้วยถ้อยคำชัดเจนว่า ....ที่ ที่ฉันยืนอยู่ในวันนี้...พวกคุณทั้งหมดในห้องจะต้องมีโอกาสได้ยืนในที่เดียวกันสักวันหนึ่ง...
      
       Sophie เสียชีวิตด้วยการถูกตัดคอ ด้วยวัยเพียง 22 ปี....ในข้อหาที่เป็นปฏิปักษ์กับฮิตเลอร์ เพียงเหตุผลแค่นี้ กลุ่มของเผด็จการฮิตเลอร์ก็สั่งฆ่าคนได้อย่างง่ายดาย เห็นเช่นนี้แล้วก็ได้แต่ภาวนาว่า มันคงไม่มีเหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นอีกในที่ใดๆ ในโลก ที่เพียงคนเห็นต่าง จะต้องถูกจบชีวิตหรือถูกเบียดขับออกจากสังคมด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้!!

2/25/2558

ฟรานซ์ คาฟก้า....

....ความกลัวคือความทุกข์...แต่ความกล้าหาญก็ไม่ใช่ความสุข...ความไม่กลัวต่างหากที่เป็นความสุข....
ความตอนหนึ่งที่ฟรานซ์ คาฟก้า ได้เขียนถึงความในใจของเขาถึงเรื่องความกลัวและเหตุการณ์ที่เกิดกับเพื่อนชาวยิวในชั้นเรียนของเขา....

ฟรานซ์ คาฟก้า Franz Kafka เกิดในครอบครัวพ่อค้าชาวยิวในกรุงปรากเขตเมืองเก่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 1883 ก่อนหน้าที่เขาจะถือกำเนิด มารดาของเขาให้กำเนิดบุตรชายถึงสองคน แต่...ก็เสียชีวิตไปตั้งแต่เยาว์วัย... หลังจากที่คาฟก้าลืมตาขึ้นมาดูโลก เขาก็มีน้องสาวร่วมสายโลหิตอีก 3 คน

คำว่า คาฟก้า มาจากภาษาเชค Kavka ซึ่งแปลว่า นกตัวเล็กสีดำ ที่มีลักษณะเหมือนอีกา ซึ่งพ่อของเขาได้นำความหมายของชื่อบุตรชายคนนี้ ไปเป็นสัญลักษณ์เครื่องหมายการค้าของครอบครัวอีกด้วย

คาฟก้าถูกเลี้ยงดูมาด้วยความเข้มงวดและกดดัน ด้วยพ่อของเขาปรารถนาจะให้เด็กชายผู้นี้เติบโตเป็นคนเข็มแข็งและอดทน แต่... วิธีการเลี้ยงดูเช่นนี้ นอกจากจะไม่อาจทำให้เขาเปลี่ยนจากเด็กชายผู้อ่อนไหว บอบบางแล้ว ยังกลายเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้ คาฟก้ามีความรู้สึกหมดที่พึ่ง หวดกลัว และไม่ร่าเริงเหมือนเด็กทั่วไป อีกด้วย

บุคคลเดียวในครอบครัวที่คาฟก้ารู้สึกรักและไว้วางใจมากที่สุด คือ ออทลา น้องสาวคนสุดท้องที่อ่อนกว่าเขาถึง 9 ปี ทั้งสองเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ออทลาเป็นน้องสาวที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจคาฟก้ามาตลอด และแน่นอน คาฟก้าไม่เคยมีความลับกับน้องสาวผู้นี้เลย

ด้วยบุคลิกที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองผิดไปจากพี่สองอีกสองคน ทำให้ออทลา น้องสาวคนสุดท้องของคาฟก้าเลือกกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ เธอเลือกที่จะแต่งงานกับชายหนุ่มที่ตัวเองรักแทนที่จะเชื่อฟังคำพ่อแม่ และเธอเลือกจะไปทำไร่ทำนาและไปอาศัยในชนบท ในเรื่องนี้ แน่นอน เขาได้รับการสนับสนุนจากพี่ชายคนเดียวของตัวเองด้วย....



ฟรานซ์ คาฟก้า มีนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก เขาอ่านหนังสือหลายประเภท และมีนักเขียนที่กลายเป็นแรงบันดาลใจของเขาหลายคน การอ่านทำให้โลกทัศน์ของเขานั้นกว้างขึ้น นับตั้งแต่มัธยมเรื่อยไปกระทั่งถึงมหาวิทยาลัย...

งานประพันธ์ชิ้นแรกของเขานั้นเริ่มต้นเมื่อสมัยเรียนมัธยมราวปี 1897 1898 งานส่วนใหญ่ในช่วงเวลานี้ถูกทำลายไป และเขาเรียกงานช่วงนี้ของเขาว่า เป็นเพียงการขีดๆ เขียนๆของเด็กๆ  ผลงานระยะแรกที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน คือวรรณกรรมเรื่องสั้นชุด การบรรยายการต่อสู้ Beschreibung eines kampfes ซึ่งเขาแต่งมันขึ้นเมื่อปี 1904


ผลงานที่ทำให้หลายคนรู้จักฟรานซ์ คาฟก้า เป็นอย่างดี คือ เรื่องเมตตามอร์โฟซิส (Metamorphosis) Die Verwandlung  ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1915
บทประพันธ์เรื่องนี้ของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวของเขาเอง เมื่อครั้งที่เขาเคยมีความคิดจะปลิดชีวิตตัวเอง หนีจากโลกนี้ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่รุมเร้าเขาในขณะนั้น
คาฟก้าสร้างให้ตัวเองของเรื่อง เกรเกอร์ ซามซา กลายร่างจากคนสามัญธรรมดาเป็นแมลงสาบที่ใครต่อใครพากันรังเกียจ แม้แต่น้องสาวสุดที่รักของตัวเองก็อยากจะให้บิดากำจัดตัวประหลาดนี้ออกจากบ้าน....

ปัญหารุมเร้าคาฟก้าในเวลานั้นย่อมมีปัญหาหัวใจรวมอยู่ด้วย กับหญิงสาวคนแรกที่เขาตัดสินใจจะใช้ชีวิตครอบครัวร่วมด้วย เฟลิเซ ผู้ซึ่งเขาได้ปฏิเสธที่จะแต่งงานกับเธอด้วยเหตุผลที่เขาได้กล่าวหลังจากที่ได้หมั้นกับเธอว่า ดังถูกผูกมัดราวกับเป็นอาชญากร... เขากลายเป็นผู้ที่ต้องต่อสู้กับความขัดแย้งในใจของตัวเอง ฟากหนึ่งต้องการถือพรต แต่อีกฟากหนึ่งของศรัทธาศาสนายิวที่ยึดถือได้กล่าวไว้ว้า ถ้าผู้ชายไม่มีภรรยาก็ไม่ใช่คน...

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่เขาตัดสินใจลงทุนเปิดโรงงานและได้ขอยืมเงินทุนจากบิดาของตัวเอง แต่เขาทำมันไปได้ไม่นาน ก็เกิดความรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เขาเริ่มไม่สนใจกิจการโรงงานของตัวเอง..ด้วยเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้น้องสาวผู้ยืนเคียงข้างเขาเสมออย่างออทลา ยังเอ่ยนปากตำหนิและหันกลับไปเห็นใจพ่อและแม่ของคาฟก้า จึงเป็นกลายเป็นชนวนบางอย่างที่ทำให้เขา ตัดสินใจคิดฆ่าตัวตาย...แต่...เขาก็ทำมันไม่สำเร็จ...

หลังจากตัดสินใจยุติความคิดฆ่าตัวเองตาย คาฟก้า ก็ได้ผลิตผลงานเรื่องเมตตามอร์โฟซิส ที่กลายเป็นผลงานที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา ที่สามารถบรรยายความรู้สึกของคนๆ หนึ่งที่ตื่นขึ้นมาในยามเช้าแล้วรู้ตัวเองว่า ได้กลายเป็นแมลงสาบ ไม่เป็นที่ต้องการของใครภายในครอบครัวอีกต่อไปแล้ว แมลงสาบที่ไม่ว่าใครก็รังเกียจ แม้กระทั่งน้องสาวที่เคยรักเขาและเห็นใจพี่ชายคนนี้ เมื่อครั้งที่เขายังคงเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ ก็บอกกับพ่อของตัวให้กำจัดแมลงสาบน่ารังเกียจนี้ออกไปจากบ้าน.... เกรเกอร์ ตัวเอกของเรื่องที่กลายร่างเป็นแมลงสาป ได้ฟังถ้อยคำบาดใจนั้นประกอบกับบาดแผลข้างหลังที่ถูกพ่อของตัวทำร้าย ทำให้เขาค่อยๆ ตายจากครอบครัวไปในห้องนอนของตัวเอง....เรื่องจบลงตรงที่...แล้วครอบครัวนั้นก็มีความสุขกันต่อไป ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น....

ในความรู้สึกเป็นอื่น...มันก่อให้คนเราคิดอะไรไปได้หลากหลายรูปแบบนะคะ... เราจะคิดให้เราเป็นอื่นที่เหนือกว่า ดีกว่าคนอื่น หรือเราจะคิดให้เรากลายเป็นอื่นที่น่าขยะแขยง น่ารังเกียจของสังคม แล้วก็ต้องหลบเร้นจากทุกผู้นาม เพื่อไปนอนรอความตายแต่เพียงลำพัง เหมือนอย่างที่เกรเกอร์... ตัวเองของเรื่องเมตตามอร์โฟซิส ผู้เลือกที่จะตายอย่างเดียวดาย แปลกแยกและรู้สึกต่ำต้อยในคุณค่าของตัวเอง...

บั้นปลายชีวิตของฟรานซ์ คาฟก้า เขาป่วยเป็นวัณโรคและพักรักษาตัวเป็นระยะ แต่ยังคงผลิตผลงานประพันธ์ของตัวเอง ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เพื่อนรักสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้พาเขาไปรักษาตัวที่กรุงปราก และคาฟก้าได้ขอร้องให้เพื่อนของเขาผู้นี้เผาผลงานเขียนของเขาให้สิ้นซากหลังจากที่เขาจากไป...

แต่เพื่อนรักของเขาคนนี้ไม่ได้ทำดังประสงค์ของคาฟก้า ค่ะ...เขากลับนำมันออกพิมพ์จำหน่ายเผยแพร่ให้คนทั้งโลกได้รู้จักผลงานของนักเขียนผู้นี้ กระทั่งปัจจุบัน...ฟารนซ์ คาฟก้า กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนรุ่นถัดมาใช้เป็นแนวทางอีกมากมาย.....


6/14/2557

เสียงหัวใจกระซิบที่เมืองงอย


 
เขียน นพวรรณ สิริเวชกุล
ภาพโดย มงคล เปลี่ยนบางช้าง





 


 


สะพานมิตรภาพไทยลาวแห่งแรกเชื่อมระหว่างจังหวัดหนองคายกับพระนครเวียงจันทน์ มีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ ๒๐ ปีไปเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนปีนี้  บริเวณหาดทรายจอมมณี ถือเป็นสะพานที่เชื่อมมิตรภาพไทยลาวให้กลับมาแน่นแฟ้นดังเดิมหลังห่างเหินกันไปนับตั้งแต่ลาวเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศของตัวครั้งใหญ่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ด้วยการสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยยึดหลักการปกครองแบบสังคมนิยม
กระทั่งปี ๒๕๓๕ ประธานประเทศลาว นายไกสอน พรมวิหารเสียชีวิต นายหนูฮัก พูมสะหวันขึ้นดำรงตำแหน่งแทน การจำกัดเสรีภาพในลาวค่อยๆ ถูกยกเลิก ชาวลาวที่ลี้ภัยหรืออพยพไปอยู่ต่างแดนได้รับการเชื้อเชิญให้กลับบ้าน ลาวเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น รวมทั้งฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศไทยด้วย นับแต่นั้นเราจะเห็นข่าวการเข้าไปทำธุรกิจต่างๆของคนไทยในเมืองลาวอยู่เสมอ รวมทั้งการท่องเที่ยวลาวที่เปิดตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ลาวยังมีธรรมชาติที่สวยงามมากมาย อีกทั้งเสน่ห์ที่พาให้ใครต่อใครหลงใหลและพากันไปสัมผัสความสวยงามและความเป็นพื้นถิ่นเหล่านั้นของลาว เช่นที่นี่ เมืองงอย เมืองเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในแขวงหลวงพระบาง เมืองที่กระแสไฟฟ้าและการสัญจรทางบกเพิ่งเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้หนทางเดียวที่ใช้ติดต่อกับผู้คนคือเส้นทางน้ำอูที่ล่องขึ้นไปจนสุดแดนลาว ซึ่งแท้แล้ว สายน้ำอูนี้ถือเป็นเส้นทางการค้ามาแต่อดีตทีเดียว ด้วยว่าต้นกำเนิดของมันอยู่ในมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
แม่น้ำอูเคยถูกนักมานุษยวิทยาชื่อดังอย่างแอนดรู วอร์คเกอร์ เมื่อครั้งที่เขาทำวิจัยระดับปริญญาเอกในเรื่องเส้นทางการค้าระหว่างไทยตอนเหนือ ลาวตอนเหนือและจีนตอนใต้เมื่อ ๑๒ ปีก่อน ได้บันทึกไว้ว่า...”แม่น้ำอูและแม่น้ำดำในเวียดนามเป็นเส้นทางคมนาคมเส้นทางหนึ่งที่มีความสำคัญในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างลาวเหนือกับฮานอยมาตั้งแต่ครั้งที่ฝรั่งเศสยังเรืองอำนาจในอินโดจีน ราวทศวรรษ ๑๘๙๐ พ่อค้าชาวฝรั่งเศสได้ใช้เส้นทางน้ำสายนี้ส่งสินค้าจากเวียดนามไปยังเมืองหลวงพระบาง....”

เมืองงอยจึงถือเป็นทางผ่านและที่พักแรมของนักเดินเรือสินค้ามาตั้งแต่อดีต เหตุก็เพราะเป็นเมืองที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองขัว แขวงพงสาลีชายแดนลาว - เวียดนามและไหลลงไปสุดทางที่เมืองปากอูแขวงหลวงพระบางบริเวณถ้ำติ่งจุดบรรจบระหว่างน้ำอูกับน้ำโขง

ในหมู่นักท่องเที่ยวที่นิยมการเที่ยวเชิงนิเวศน์  เมืองงอยจัดเป็นเมืองที่มีผู้คนกล่าวถึงมากที่สุดเมืองหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเดินทางชาวตะวันตกที่ตื่นตาตื่นใจกับเมืองที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ เพราะนอกจากความเงียบสงบแล้ว ที่นี่ยังหาคลื่นโทรศัพท์ได้ยากเต็มที อินเตอร์เนทไม่ต้องพูดถึงเพราะโทรทัศน์ก็แทบจะมีนับบ้านกันได้ ไฟฟ้าใช้ระบบปั่นไฟและทั้งเมืองจะเงียบสนิทเมื่อเวลาสามทุ่ม! ใครอยากสัมผัสความเป็นอยู่ของคนลาวแท้ๆ ต้องมาเยือนที่นี่...แต่ทุกวันนี้ เมืองงอย ค่อยๆ เปลี่ยนโฉมหน้าต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น เสาไฟฟ้าที่นำพาความสว่างไสวเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อแปดเดือนก่อนสะพานเชื่อมระหว่างเมืองหนองเขียวกับเมืองงอยเก่าหรือเมืองงอยเหนือ พาให้รถยนต์เข้าไปถึงหมู่บ้านได้แล้ว แต่เสน่ห์ของการล่องน้ำอูเพื่อไปถึงเมืองงอยก็ยังตรึงใจนักท่องเที่ยวอยู่เช่นเดิม
จากเมืองหลวงพระบางวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวคือซื้อตั๋วโดยสารจากที่พัก และตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางไปยังเมืองหนองเขียวใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมงเศษ  ส่วนการเดินทางไปเมืองงอยด้วยวิธีล่องเรือตามสายน้ำอูจะดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะเราจะได้ชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติและบรรยากาศของแม่น้ำอูใช้เวลาล่องไปถึงเมืองงอยเก่าอีกร่วมสองชั่วโมง
ราวกับเจ้าของเฮือนพักจะรู้เวลา ต่างมายืนรอเพื่อเชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนเข้าพักในเฮือนของตน ที่นี่มีเฮือนพักหลากหลายรูปแบบ เราสามารถเลือกได้ตามอัธยาศัยและกำลังทรัพย์ มีทั้งแบบบ้านพักเป็นหลัง แบบห้องพักอยู่รวมกับคนในบ้าน หรือบางที่ ปลูกเฮือนพักไว้ติดริมน้ำ ทางเข้าออกที่พักอยู่รวมกับชาวบ้านให้บรรยากาศเหมือนเราได้อยู่ร่วมหมู่บ้านกับชาวเมืองงอย
เราเดินตามคำเชื้อเชิญของสาวนางหนึ่งไปยังเฮือนพักของเธอซึ่งอยู่ติดริมน้ำอู มีน้ำงอยสายเล็กๆ คั่นขนานไปกับที่พัก เจ้าของที่พักเล่าว่าฤดูน้ำหลาก น้ำงอยกับน้ำอูจะสูงท่วมกันกระทั่งถึงบริเวณเฮือนพักของเธอทีเดียว จากหน้าบ้านพักเรามองเห็นตะวันลับเหลี่ยมเขาพอดี เมื่อได้ที่พักแล้วเราก็เริ่มออกสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน เหตุที่เรียกเมืองงอยเก่าเพราะมีการย้ายเมืองออกไปสร้างใหม่ในปัจจุบัน ชาวบ้านจึงเรียกบ้านเก่าและบ้านใหม่เพื่อกันการสับสน
แรกที่ตัดสินใจมาเมืองงอย ฉันแทบไม่รู้อะไรเลย ข้อมูลพื้นฐานเพียงแค่เป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ คล้ายเมืองปาย แม่ฮ่องสอนของบ้านเราเมื่อยี่สิบปีก่อน เมื่อมาถึงก็ไม่ผิดหวังเมืองงอยยังคงบรรยากาศใสๆ ให้ได้สัมผัสจริงๆ
เสียงพระสวดทำวัตรเย็นดังแว่วทั่วหมู่บ้าน เราเดินไปตามเสียงจึงเห็นสามเณรน้อยนั่งสวดมนต์ทำวัตรเย็นกันอย่างพร้อมเพรียงอยู่ในวัดประจำหมู่บ้านชื่อวัดอากาด มารู้ทีหลังว่าเป็นที่ประดิษฐานของพระคำ ที่ชาวเมืองงอยศรัทธามากและเชื่อว่าองค์พระนั้นศักดิ์สิทธิ์ใครขอพรสิ่งใดมักได้ดังหวัง
ทุกเช้าตรงสี่แยกหัวมุมของหมู่บ้านนอกจากเป็นเฮือนพักนักเดินทางแล้ว ยังมีอาหารเช้าบุฟเฟต์สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้บริการสำหรับทุกคน ที่นี่นอกจากอาหารเช้าแล้วยังมีอาหารเย็นเปิดให้บริการด้วยเพียงแต่เวลาอาหารเย็นจะเป็นเวลาของตะวันตกไปสักนิดคือเริ่มตั้งแต่หนึ่งทุ่มไปจนถึงสามทุ่มของทุกวัน
หลายคนคงเคยไปเยือนวังเวียงของลาวกันมาบ้าง ถามว่าที่นี่มีอะไรที่คล้ายไหม ตอบได้เลยว่าไม่ อาจเป็นเพราะชุมชนที่นี่เข้มแข็ง มีป้ายปิดประกาศเป็นภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะถึงกฎของการมาเยือน ถ้อยความในใบประกาศนั้นสื่อให้รู้ว่า โปรดให้เกียรติชาวเมืองงอย คนที่นี่เป็นชาวนาและชาวประมง เข้านอนกันแต่หัวค่ำและตื่นกันก่อนตะวันขึ้น พวกเขาต้องการความสงบในยามค่ำคืน แม้กระทั่งในเฮือนพักก็จะติดประกาศให้ผู้อาศัยรู้ว่า ทุกคนต้องกลับเข้าที่พักของตัวก่อนเวลาสามทุ่ม
 ใครเคยไปเมืองปายบ้านเราเมื่อยี่สิบปีก่อนคงพอนึกภาพออก หากคุณเกิดหิวในเวลาใกล้สามทุ่มอย่าหวังว่าจะมีร้านไหนเปิดบริการ ที่นี่ก็เช่นกันนักท่องเที่ยวก็ดูจะเคารพกติกาของการมาเยือนอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเราจึงไม่เห็นร้านไหนเปิดเพลงดังหรือเสียงเฮฮาของคนแปลกถิ่น ต่างอยู่กันอย่างเงียบๆ แม้กระทั่งในที่พักของตนเอง
......เมืองงอยในยามค่ำคืนจึงเงียบ..เงียบกระทั่งยินเสียงลมหายใจของตัวเอง.....
 
มาลัยทองเจ้าของเฮือนพักที่ฉันเลือกอาศัยเป็นคนเมืองงอย ชีวิตของเธอน่าสนใจมาก เธอเกิดในถ้ำกางของเมืองงอยเมื่อพ.ศ. ๒๕๑๑ ระหว่างช่วงสงครามกลางเมืองลาว...พ่อของมาลัยทองเป็นพ่อค้าชาวเมืองหลวงพระบางฐานะดี มาตกหลุมรักแม่ของเธอที่เป็นสาวเมืองงอย จึงตัดสินใจมาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ก่อนจะเกิดสงคราม  เมืองงอยเหนือหรือเมืองงอยเก่าตามชาวบ้านเรียกเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรอยู่ประมาณ ๗๐๐ คน ส่วนใหญ่เป็นลาวลุ่ม
มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า เมืองงอยนั้นเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยเจ้าฟ้างุ้มปกครองอาณาจักรล้านช้าง ชื่อของเมืองนั้นว่ากันว่าเพี้ยนมาจากชื่อ ท้าวกาดวอยเจ้าเมืองในยุคต้นๆ แรกเริ่มเดิมทีชาวบ้านก็เรียกเมืองนี้ว่า เมืองท้าวกาดวอย ต่อมาก็เหลือเพียงเมืองวอยและค่อยเพี้ยนมาเป็นเมืองงอย คำว่างอยแปลว่า ใกล้จะตก
เมืองนี้ถือเป็นเมืองยุทธศาสตร์ทางทหารมาแต่โบราณสมัยสมัยเจ้าอินต๊ะสม โอรสปฐมกษัตริย์แห่งหลวงพระบาง เมื่อพ.ศ. ๒๒๕๖ ได้มาตั้งทัพของพระองค์ที่เมืองงอยเพื่อรอการโจมตีจากหลานชายตัวเองเจ้าองค์คำผู้ต่อมาภายหลังได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ และเมืองงอยยังเป็นที่ๆ ทั้งสององค์ได้ทำข้อตกลงร่วมกันในการครองบัลลังก์ร่วมกันอีกด้วย ถือได้ว่าเมืองงอยนี้เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญและเป็นเส้นทางลำเลียงพลและยุทธปัจจัยที่สะดวกที่สุดเมื่อเทียบกับทางบก แต่ละฝ่ายจึงพยายามยึดเมืองงอยเป็นฐานที่มั่นให้ได้ หากยึดไม่ได้ก็มักจะทำลายทิ้ง เหมือนเมื่อครั้งเกิดสงครามกลางเมืองในลาวหรือที่เรียกกันว่าสงครามลับ Secret war ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามอินโดจีนครั้งที่ ๒ ในช่วงทศวรรษ ๑๙๕๐ และจบลงในช่วงปี ๑๙๗๕ (๒๕๑๘) ฝั่งตะวันตกเรียกสงครามเวียดนาม ฝ่ายเวียดนามเรียก สงครามอเมริกา เหตุที่มีลาวเข้าไปพ้องเกี่ยวในช่วงนั้นด้วยก็เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้นนอกจากการรบกันในเวียดนามแล้ว ยังเกิดการรบกันที่กัมพูชาเรียกสงครามกลางเมืองกัมพูชาและที่ลาวซึ่งเป็นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างลาว ๓ ฝ่าย
ย้อนไปอีกสักนิดช่วงที่ลาวตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในระหว่างปีค.ศ.๑๘๙๓ – ๑๙๕๓ (๒๔๓๖-๒๔๙๖) รวมแล้ว ๖๐ ปี ก่อนที่ลาวจะเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสและคาบเกี่ยวกับช่วงแผ่อิทธิพลทางการเมืองของญี่ปุ่น จึงทำให้ญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนในการเมืองของลาวอยู่ระยะหนึ่งด้วยการยึดอำนาจมาจากฝรั่งเศสและแต่งตั้งให้มีผู้สำเร็จราชการลาวรวมทั้งสนับสนุนให้เจ้าเพชรราชขึ้นปกครอง ลาวในขณะนั้นแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายของเจ้าเพชรราช มีเจ้าสุวรรณภูมาเป็นผู้ช่วยเหลือ , ฝ่ายพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ ได้รับความช่วยเหลือจากเวียดมินห์ และฝ่ายเจ้าสุภานุวงศ์
 หลังจากนั้นในปี ๑๙๕๔(๒๔๙๗) มีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นในลาว หลังจากประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อปี ๑๙๔๗(๒๔๙๐) แต่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในของลาวก็ยังไม่สิ้นสุด เมืองหลวงพระบางเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตและเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวง เกิดการแย่งชิงอำนาจมีความแตกแยกทางการเมืองระหว่างขบวนการปเทดลาวที่นิยมคอมมิวนิสต์กับฝ่ายรัฐบาล
 สงครามกลางเมืองในลาวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประเทศต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในลาว ได้พยายามให้มีการเปิดเจรจาหลายครั้ง สหรัฐอเมริกาเข้ามาช่วยสนับสนุนในนามของการพิทักษ์ลาวให้รอดพ้นจากลัทธิสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์  ซึ่งมีฝ่ายตรงข้ามที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้านคือเวียดนาม ในช่วงเวลานั้นเองที่คนลาวบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งและแตกแยกในแผ่นดิน
คนเมืองงอยก็พลอยได้รับผลกระทบกับสงครามนี้ไปด้วย เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้กลายเป็นจุดที่กองทัพอเมริกันทิ้งระเบิดหนักที่สุด กล่าวกันว่าในสงครามลับหรือ Secret war ครั้งนี้มีการทิ้งระเบิดลงกว่าล้านลูกทีเดียว และเหมือนจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ชาวบ้านในเวลานั้นสามารถเอาตัวรอด ยังชีพอยู่ได้ด้วยการหนีไปหลบในถ้ำอยู่เป็นเวลาเกือบสิบปีทีเดียว
มาลัยทองเล่าว่าเธอและพี่สาวรวมทั้งน้องสาวเกิดและเติบโตมีวัยเด็กในถ้ำกาง ระหว่างสงครามทุกคนในหมู่บ้านต้องหลบหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำ ที่เมืองงอยมีถ้ำอยู่สองแห่งคือถ้ำกางและถ้ำพระแก้ว  กลางวันพวกเขาต้องใช้ชีวิตให้เงียบที่สุดเสมือนไม่มีตัวตนเพื่อไม่ให้ใครจับได้ เสียงทิ้งระเบิดตลอดเวลานับตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันลับฟ้าเป็นเช่นนี้นานนับเดือน...นับปี...
ชาวบ้านอยู่ด้วยความหวาดผวา ไร้อนาคต พวกเขามองไม่เห็นหนทางข้างหน้า มีชีวิตหลบซ่อนในถ้ำหาอยู่หากินอย่างแร้นแค้น ตกกลางคืนลอบออกมาทำนาหาอาหารในป่า เพื่อสะสมเสบียงไว้กินกันตาย หลายคนรู้สึกอับจนหนทางจึงหาทางออกด้วยการดื่มสุรา เพื่อคลายความเครียด ใครที่พอมีทรัพย์สินก็ต้องเร่ออกมาแลกกับอาหารที่หาได้น้อยเหลือเกินในยามนั้น
ชีวิตที่ยากเข็ญนี้ได้รับการปลดปล่อยเมื่อปี ๑๙๗๕ (๒๕๑๘) เมื่อขบวนการปเทดลาวมีอำนาจเข้มแข็งเต็มที่ และเข้ายึดอำนาจการปกครองและเรียกชื่อประเทศใหม่อย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
 
ชาวเมืองงอยจึงกลับเข้าหมู่บ้าน ได้มองเห็นแสงตะวันเต็มตา ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติในเวลากลางวัน พวกเขาเริ่มต้นซ่อมแซมบ้านและฟื้นฟูไร่นาของตัวเองครั้งใหญ่ มาลัยทองเองออกจากถ้ำมาอยู่ที่บ้านเมื่อเธอมีอายุ ๗ ปี พ่อของเธอส่งให้ไปอยู่กับญาติที่เมืองหลวงพระบางเพื่อให้เรียนหนังสือ หลังจากนั้นเธอสำเร็จวิชาชีพพยาบาลและได้เป็นนางพยาบาลอยู่ที่นครเวียงจันทน์และพบรักกับนายแพทย์หนุ่มก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน มีลูกชายด้วยกันสองคน หลายปีที่ใช้ชีวิตอยู่เวียงจันทน์ มาลัยทองคิดอยากกลับมาดูแลพ่อแม่ที่ชราลงทุกวัน เธอจึงลาออกจากอาชีพพยาบาลกลับมาดูแลพ่อแม่ก่อนที่ท่านทั้งสองจะจากโลกนี้ไปหลังจากที่เธอกลับมาดูแลได้ไม่กี่ปี
หลังจากนั้นมาลัยทองและน้องสาวจึงเริ่มเปิดเฮือนพักเพื่อเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งทุกวันนี้เธอมีความสุขกับการได้ต้อนรับคนแปลกหน้าที่เข้ามาเยี่ยมยามเมืองงอยไม่ได้ขาด ทั้งชาวตะวันตก ทั้งชาวเอเชีย
.....จากการเดินทางที่ปราศจากความหมาย อะไรบางอย่างทำให้ฉันได้มาพบกับเธอ มาลัยทอง....
.....เมืองงอย เมืองเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในความตั้งใจ แต่กลับให้อะไรฉันมากมาย…..
บางครั้งการเดินทางโดยปราศจากจุดหมาย ก็ทำให้ได้เรื่องราวดีๆ เพื่อเติมพลังให้แก่ชีวิตเราได้เหมือนกัน....

ทุกวันนี้เมืองงอย ยังเป็นเมืองเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและผู้คน ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากแดนไกลให้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติและวิถีชีวิตของพวกเขา หากใครคิดจะหาที่เงียบๆ นั่งฟังเสียงลมหายใจของตัวเอง อ่านหนังสือ ทำกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ  เรียนรู้และเฝ้ามองผู้คนทั้งคนพื้นถิ่นและอาคันตุกะแปลกหน้าที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเข้ามามิได้ขาด ที่นี่เหมาะยิ่งนัก

นอกจากถ้ำกาง  ถ้ำพระแก้วที่อยู่ในเขาหินปูน สถานที่อันเต็มไปด้วยเรื่องราว เรื่องเล่าของคนเมืองงอยแล้ว ทริปเดินเท้าจากหมู่บ้านไปยังถ้ำกางนั้น ยังสามารถเดินต่อไปยังบ้านนา และหมู่บ้านอีกสองกลุ่มที่เป็นลาวลุ่มและขมุได้อีกด้วย
หากใครนึกสนุกอย่างผจญภัยทางน้ำ ที่นี่มีทั้งพายเรือคายัค และทริปนั่งเรือประมงของชาวบ้านออกไปจับปลา เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวประมงน้ำจืด มองเห็นภาพชีวิตของผู้คนริมฝั่งน้ำอู เพียงแค่นี้ เมืองงอยก็เต็มไปด้วยสีสันชีวิตอย่างล้นเหลือแล้ว
ก่อนกลับมาลัยทองชวนฉันดื่มกาแฟ พร้อมชวนให้กลับมาเมืองงอยอีกครั้งในช่วงเดือนแปด เธอบอกว่าที่นี่มีกุ้งเลี้ยงธรรมชาติที่แสนอร่อย อร่อยถึงขนาดคนลาวจากที่อื่นๆ ยังต้องดั้นด้นมากินกุ้งเมืองงอยกันเลยทีเดียว  ฉันรับคำชวนนั้นของเธอก่อนจากมา...ฉันนึกถึงเธอ มาลัยทอง ผู้หญิงที่ผ่านความทุกข์ยาก ผ่านความหวาดกลัว ผ่านความอดอยาก เธอผ่านมันมาหมดแล้ว ทุกวันนี้ เธอมีชีวิตที่อบอุ่นกับสามีและลูก มีกิจการเฮือนพักคอยต้อนรับผู้คน อันเป็นเหตุให้ ‘เรา’ ได้รู้จักกัน.....
 
แม่น้ำอูไหลเอื่อยๆ เบื้องหน้า ทำให้ความรุ่มร้อนภายในใจคลายตัวลงได้อย่างประหลาด แม้ตะวันจะแผดแสงจ้าแต่เรายังมีสายน้ำที่ให้ความฉ่ำเย็น สองสิ่งนี้เหมือนดังชีวิตคนเรา ที่มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ เคล้ากันไป..ดั่งสายน้ำอูในยามเที่ยงวันเช่นนี้.

เดียงพลาโต



อันเนื่องมาจากการเดินทางไปทำงานศิลปะแสดงสดในหมู่บ้านครินจิง จึงได้ทริปแถมจากเจ้าบ้านด้วยการพาไปเที่ยวหนึ่งวัน บุโรพุทโธ พราหมณ์ปฌัมและชายหาดมหาสมุทรแปซิฟิค สองที่นั้นขอยกยอดไปก่อนนะคะ ครั้งนี้ขอเอาภาพ หาดแปซิฟิคมาให้ยล 
แรกที่เห็นก็ชอบล่ะค่ะ มันใหญ่โตโอ่โถงกว่าหาดบ้านเรามาก แถมมีรถม้าวิ่งเลียบหาดแบบนี้อีก คนที่นั่นก็ไปเที่ยวพักผ่อนกันเยอะในยามเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่คณะเราไปถึงพอดี
หลังจากวันนั้น ศิลปินจากที่ต่างๆ ก็แยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน แต่สำหรับฉันยังมีทริปต่อไปที่บันดุง ระหว่างพักจึงกลับเข้าเมืองยอร์คจาการ์ตา เดินโต๋เต๋ในโซนแบคแพค พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นทริปวันเดียว เที่ยวเดียงพลาโต อืม...สนนราคาพอจ่ายได้อย่างคนเบี้ยน้อย ไปกันสามหน่อถือว่าคุ้มค่า จึงตกลงราคาว่าจ้างกันไปในวันรุ่งขึ้น
และอย่างที่บอกไว้แต่แรก เราไปกันเดือนเมษายน ซึ่งคาดว่ามันต้องร้อนในวันนั้นดิฉันก็ใส่เสื้อผ้าธรรมดาเพราะคิดว่าเดี๋ยวเดินมันต้องร้อนแน่ๆ ยิ่งเป็นคนขี้ร้อนอยู่ด้วย เช้าวันนั้น คนขับรถพร้อมไกด์หนึ่งคนมารับหน้าที่พักซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกับเอเจนขายทัวร์นั่นล่ะ ก็ไม่หือไม่อือ กับเครื่องแต่งกายของพวกเรา พากันนั่งรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูง....แบบว่ามันเร็วมากจนแทบจะเหยียบเบรคแทนคนขับไปแล้ว อิอิ...
รถไต่เลาะขึ้นไปตามเขาถนนไม่น่ากลัว ภาพเบื้องหน้าสวยงาม...ถามไถ่ไกด์ที่มาด้วยเขาบอกว่าทัวร์นี้ขายไม่ค่อยออก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่อยากมาที่นี่แค่วันเดียว เมื่อไปเห็นก็จริงดังว่า ไม่ควรมาแค่วันเดียว....
 ฉันเองเคยรับรู้เรื่องเดียง พลาโตมาหลายปีแล้ว...แต่ไม่ใคร่สนใจที่จะต้องไป เมื่อมีโอกาสไปเยือนยอกจาการ์ต้า ใจก็จดจ่อแต่บุโรพุทโธและพราหม์ปณัม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทั้งพุทธและฮินดู....ทั้งสองที่นั้น คนไทยหลายคนมักไปเยือน...จำได้ว่า ระยะทางจากในเมืองยอร์คจาการ์ต้า เพื่อไปถึงเดียง พลาโต นั้นต้องผ่านเมืองใหญ่อย่าง wonosobo เราแวะกินข้าวกันที่นั่น...แม้ว่าไกด์จะพยายามให้เราไปถึงที่หมายให้ได้ก่อนก็ตาม...แต่...ด้วยความที่เป็นพี่ไทยของพวกเรา ทำให้ไกด์ชาวชวา ต้องยอมแพ้ แวะให้เรารับประทานอาหารออมเรี่ยวออมแรงกันก่อนจะไปเผชิญความหนาวแห่งเดือนเมษายน....
ใช่...ที่เขียนมานั้นไม่ผิดค่ะ...หนาวในเดือนเมษายนตรงเส้นศูนย์สูตรของโลก....
เส้นทางระหว่างโวโนโซโบไปยังเดียงพลาโต นั้นต้องข้ามภูเขาลูกใหญ่ๆ จะกี่ลูกนั้น สุดจะคาดเดา..ทางที่ลัดเลี้ยวไปตามไหล่เขา ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างฉันตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก..จนลืมยกกล้องขึ้นกดชัตเตอร์ หลายครั้งที่ฉันมักเป็นเช่นนี้ มองเสียจนลืมบันทึก...ได้มาเพียงสองรูป....
พวกเขาทำไร่ ทำนากันได้อย่างไร...อย่างบ้านเราผู้คนที่อยู่บนเทือกเขาทำนา ทำไร่กับภูเขา...ก็ว่ามันสุดลูกหูลูกตาแล้ว แต่..ที่นี่... เขาเดินไปกลับกันได้อย่างไร... ไกด์ตอบกลับมาให้หายข้องใจว่า...ที่นี่ไม่ได้ไปไร่กันทุกวัน สัปดาห์หนึ่งไปครั้งหนึ่ง แต่ละครั้งต้องไปนอนที่นั่น ก่อนจะกลับมาในวันรุ่งขึ้น เพราะภูเขาที่นี่ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 ฟุต...
หมอกระเรี่ยไปกับพาหนะของเรา ตลอดเส้นทาง....ที่นี่เอง ที่ทำให้ฉันนึกถึงคำว่า Exotic ใช่ ฉันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ อินโดนีเซีย เมืองประหลาดที่มีเสน่ห์เกินคาดเดา....
เมื่อถึงเดียง พลาโต สถานที่แรกแห่งการท่องเที่ยวในวันนั้น ทำเอาฉันตะลึงไปกับความงาม....หมอกโรยตัวโอบปราสาททั้งห้าหลัง เบื้องหน้าเราไว้....พร้อมม้วนตัวของมัน พาเราเคลื่อนสู่ปราสาทประธาน...
ไกด์เริ่มต้นงานของเขาที่นี่....เขาเริ่มต้นเล่าถึงประวัติของปราสาททั้งห้าหลัง ที่เชื่อมร้อยเข้ากับ
มหาภารตะ...กาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของคนชวา....เขาชี้ไปที่วิหารอรชุน พร้อมบอกกับบรรดาชายหนุ่มว่า ที่นี่ หากใครต้องการมีผู้หญิงได้หลายคนให้ขอพรที่วิหารอรชุนแห่งนี้...ฉันผู้ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวจึงเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมจึงเอ่ยถามไปว่า แล้วไหน วิหารสำหรับผู้หญิงที่จะมีผู้ชายได้หลายคนเล่า??....
ไกด์ทำท่างง เล็กน้อย ก่อนบอกให้ฉันไปขอพรที่วิหารหลังที่สาม ซึ่งเป็นวิหารของ Pun tadewa (จันทิปุนตเทพ) พี่ชายคนโต ผู้ซึ่งปราศจากความโกรธ มีเลือดเป็นสีขาว และเป็นผู้ที่ทำให้ปราศจากสงคราม... ไกด์บอกกับฉันว่า ไปขอพรที่นั่น เพราะผู้ชายคนนั้นใจดี!!
ฉันเลยชักภาพไว้เป็นที่ระลึกและโปรดสังเกตุอะไรที่มีอยู่ฉันโปะไว้ที่ตัวหมด แต่มันก็ยังเย็นมากค่ะ....
หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มต้นถามไกด์.... ที่นี่สร้างเมื่อไร... ไม่ทราบ...ไม่มีคำตอบ รู้แต่ว่า..ที่นี่เคยเป็นที่อยู่ของคนมานานมากแล้วและเคยมีน้ำท่วมขังบริเวณปราสาท ก่อนที่น้ำจะเปลี่ยนเส้นทางไป จึงทำให้ผู้คนในสมัยต่อมาพบซากของปราสาทเหล่านี้มากมาย... แต่ที่เหลือคงไว้ได้นั้น มีไม่ถึง 10 หลัง...ส่วนหนึ่งผู้คนที่อพยพมาอยู่ใหม่ ช่วงดัทช์เป็นเจ้าอาณานิคม ก็นำหินสกัดที่สร้างปราสาทเหล่านั้น เป็นสร้างบ้านของตัวเอง....มันก็คล้ายอีกหลายที่ ที่เรามักจะได้ยินข่าว อิฐหินโบราณถูกนำไปสร้างบ้าน หรือไม่ก็สร้างบ้านทับแหล่งโบราณสถานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็มี....
ไกด์ ชี้ไปที่บึงใหญ่ ท้าย ปราสาท ห้าหลังที่อยู่ติดกัน ว่า นั่นล่ะ น้ำไปอยู่ตรงนั้น ลึกแค่ไหนไม่มีใครรู้ แต่ ว่ากันว่ามีปลาใหญ่มากๆ อยู่ที่นั่น วันดีคืนดี ถ้าเป็ดของชาวบ้านคนไหน หนีเจ้าของไปว่ายน้ำเล่น...ก็จะหายไปทันที...เพราะมันจะกลายสภาพเป็นอาหารของสัตว์น้ำใต้บึงที่ไม่เคยมีใครได้เห็น....
แม้ว่า สิ่งที่ไกด์เล่าให้นักท่องเที่ยวอย่างฉันฟังจะผิดเพี้ยนไปจากประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง แต่มันก็ทำให้ทริปท่องเที่ยวนี้...สนุกสนานเต็มไปด้วยชีวิตชีวา..และข้อสำคัญ ฉันรู้สึกว่า มันจับต้องได้...เขาสามารถทำให้โบราณสถานที่มีแต่อิฐ หิน....และความขรึมขลัง มีชีวิตชีวา โลดเต้นไปกับยุคปัจจุบันแม้ว่ามันจะไม่มีแก่นสารเลยก็ตาม...
โฉมหน้าพี่ไกด์ที่ทำให้ทริปนี้สนุกมีชีวิตชีวา เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ผสมผสานกับความเชื่อของชาวบ้าน นิทานพื้นบ้านมันทำให้ก้อนอิฐเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมาทันที...
เดียง พลาโต เท่าที่ฉันเคยอ่านพบ.... ที่นี่เป็นปราสาทยุคแรกๆ ของฮินดูที่แพร่อิทธิพลมาถึงเกาะชวา และถือเป็นเทวสถานสถิตแห่งเทพเจ้าจำนวนมาก ที่ถูกสร้างขึ้นของลัทธิไศวนิกาย และมีอายุเก่าแก่ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7 - 12
มีการพบจารึกภาษาสันสกฤต และมีผู้สันนิษฐานว่า เทวาลัยเหล่านี้อาจสร้างขึ้นโดยราชวงศ์มะตะรัมของพระเจ้าสัญชัย ซึ่งแผ่อิทธิพลครอบคลุมตลอดอาณาเขตชวาภาคกลาง ครั้งหนึ่งเดียงจึงเป็นอาณาจักรอันเฟื่องฟูของศาสนสถานและนักบวชฮินดู
ครั้นเมื่อศาสนาอิสลามรุ่งเรืองขึ้นแทนที่ เดียงก็ถูกเมินเฉย...ปล่อยให้เรื่องราวเลือนหายไปกับกาลเวลา..กระทั่งมาถึงปี ค.ศ.1830 ผู้คนเริ่มกลับมาตั้งถิ่นฐานอีกครั้ง และไม่มีใครรู้รายละเอียดเกี่ยวกับศาสนสถานแห่งนี้เลย และแน่นอน พวกเขาก็นำอิฐหินที่ดูประหนึ่งเป็นซากปรักหักพังเหล่านี้ มาใช้ประโยชน์ให้ตัวเองด้วยการสร้างบ้าน...
...เราอ้อยอิ่งอยู่ที่นี่ไม่ได้นาน...ไกด์ก็สะกิดให้ไปต่อ...คราวนี้เราเดินไปยังปราสาทอีกหลังที่ยังหลงเหลือ Gatotkaga(จันทิคโตตกัตชะ) เทพผู้เหินไปในเวหาผู้ซึ่งเป็นบุตรของ เทพเจ้าภีมะ(จันทิภีมะ)...ก่อนที่เราจะได้เยือนวิหารแห่งเทพภีมะ... เทพผู้ทรงพลัง..ไกด์หันมาบอกกับเราว่า....เชื่อไม่เชื่อ แล้วแต่คุณนะ... ทีนี่ หากเดินวนรอบวิหารแล้วขอพรไปด้วย ก็จะได้ดังสิ่งหวัง.... ก่อนหน้าเรา มีชายหนุ่มสองคนชาวชวาที่ ดูจากการแต่งตัวแล้ว ไม่น่าจะเชื่อในสิ่งเหล่านี้...ยังไปเดินวนรอบวิหารเพื่อขอพร มีการโพสต์ท่าถ่ายรูปหลังขอพรเสร็จ ลีลาที่ไม่ต่างจากเด็กแนวบ้านเรา....
ไม่แน่ใจว่าควรโพสต์ยาวแค่ไหน มือใหม่อย่างฉันขอที่ละนิดแล้วกันนะคะ ตอนต่อไปกำลังตามมาติดๆ ค่ะ 

1/09/2556

เพราะมีรัีก...จึงเกิดรัก

เรื่องสั้น...หรือความเรียงดี..
สุดแท้แต่จะเรียกมันว่าอะไร
แต่มันคือผลงานชิ้นแรกที่ทำและเผยแพร่ในประเภทนี้
เมื่อปี 2546 ร่วมกับนักเขียนหญิงอื่นๆ ใน
พอกเกตบุ๊คชื่อ in my mind มีรัก มีเรา มีชีวิต
ของสำนักพิมพ์วันอังคาร
   ------------------------------------
เพราะมีรัก...จึงเกิดรัก...
ภาพโดย / มงคล เปลี่ยนบางช้าง
นพวรรณ สิริเวชกุล / 2546



ฉันเคยสงสัยว่า มนุษย์ยุคแรกของโลกเมื่อกว่าห้าแสนปีมาแล้วอย่างกลุ่ม 'โฮโม อิเรคตัส' ผู้สามารถเดินเหยียดตัวตรง ยังชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชป่าเป็นอาหารนั้น จะมีความรู้สึกเรียกว่า 'รัก' แล้วหรือยัง

แล้วความรู้สึกรักนั้น เกิดขึ้นกับมนุษย์เราตั้งแต่สมัยไหน หรือมันเกิดขึ้น หลังจากมนุษย์เริ่มสืบพันธุ์ ดังเช่นสัตว์โลกอื่นๆ ทั่วไปกระทำกัน  แล้วเวลาไหน ที่มนุษยเริ่มรู้จักความพึงใจในเพศตรงข้าม เริ่มรู้ว่านี่คือเพศหญิง นี่คือเพศชาย เริ่มรู้ที่จะต้องแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างเพศ
ดังเช่นที่ใครหลายต่อหลายคนพยายามจะจัดประเภทของความรับผิดชอบระหว่างเพศ
........... มนุษย์เริ่มเรียนรู้เรื่องราวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?............

ฉันเชื่อว่าก่อนจะมีความรู้สึกใดๆ มนุษย์ต้องพยายามเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากทีสุด 
เพื่อความอยู่รอดในยามนั้น... ต้องเกี่ยวพันกับธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธรรมชาติจึงเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของมนุษย์ในอดีต พวกเขาไม่อาจหยั่งรู้ฟ้าดินได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร..และอย่างไร..

ในครั้งนั้นมนุษย์เรียนรู้ที่จะเคารพและศรัทธาต่อดิน น้ำ ลม ไฟ...

แล้วการสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์เล่า มันเกิดจากอะไร มันน่าจะเริ่มต้นจากสัญชาตญาณระหว่างเพศก่อนใช่ไหม ก่อนจะมีความรู้สีกอื่นใดตามมา

แน่นอนว่า ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจระหว่างเพศ เพื่อก่อให้เกิดผลผลิตใหม่ และก็เพราะเพศหญิง มีอวัยวะสำคัญที่ก่อให้เกิดมนุษย์คนใหม่ได้ ผู้หญิงจึงกลายเป็นเพศที่มีหน้าที่ดูแลผลผลิตทั้งหมดของครอบครัว...

น้ำนมจากเพศหญิงคือสิ่งสำคัญที่จะฟูมฟักเด็กคนหนึ่งที่เกิดจากเธอให้เติบโตเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง หน้าที่ของผู้หญิงในอดีตจึงถูกจำกัดขอบเขตความรับผิดชอบอยู่เพียงงานในบ้านเท่านั้น...

ผู้ชายมักคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า ตนมีหน้าที่เป็นผู้นำ เพราะต้องออกไปเป็นผู้ล่า ขณะที่ฝ่ายหญิงจะทำหน้าที่ดูแลภายในครอบครัวให้เรียบร้อย นั่นหมายถึง เขาเริ่มอยู่กันเป็นครอบครัวแล้วใช่ไหม....

แล้วความรู้สึก 'รัก' ที่ฉันสงสัยนั่นเล่า มันเกิดขึ้นตอนใด
ในการก่อร่างเป็นครอบครัว
ในความเป็นผัวและเมีย
ในความเป็นพ่อแม่และลูก
ความรู้สึก รัก นั้น เริ่มต้นที่ไหน...

ฉันเคยสงสัย แม้กระทั่งความรักของตัวเอง ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหนและเริ่มต้นที่ใด
ภาวะที่เราพึงใจกับใครคนใดคนหนึ่งนั้น เรียกว่า รัก แล้วหรือยัง
สำหรับฉัน คิดว่า ยังไม่ใช่ เพราะความรู้สึกที่ฉันเรียกมันว่า ความรัก ในตอนนี้ มันมากกว่าความรู้สึกพึงใจหลายเท่านัก...

ในความรักของฉันมันแฝงฝังไปด้วยความเจ็บปวด ความชัง ความก้าวร้าวและความอ่อนโยน
ความห่วงหาอาทรและความเห็นแก่ตัว มันเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลและไม่สามารถอธิบายออกมาได้...

แม่ของฉันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่ฝังหัวมาแต่โบราณของผู้หญิงว่า หากแต่งงานกับใครไปแล้วก็จะต้องอยู่กับผู้ชายคนนั้นไปจนตาย

ฉันไม่เคยรู้ว่าแม่ของฉันรักพ่อหรือไม่ ฉันรับและรู้แต่เพียงว่า ตลอดเวลาที่ฉันเติบโตมา ฉันเห็นแม่มีแต่ความเจ็บปวด มีแต่ความทุกข์ทรมาน มันไม่ใช่ทางร่างกายแต่มันเกิดขึ้นในใจ...

ฉันได้แต่สงสัยว่า สิ่งที่แม่กำลังดำเนินชีวิตร่วมกับพ่อซึ่งเป็นผุ้ชายคนหนึ่งนั้น เรียกว่าความรักหรือไม่ หรือความรักเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาแล้ว

หากแต่ว่า มันเป็นความรักที่แฝงไปด้วยความเห็นแก่ตัว และอวลไปด้วยความเจ็บปวด ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่แม่ของฉันใช้ชีวิตครอบครัวเช่นนี้...

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า คนเราจะทนความโดดเดี่ยวทางกายไม่ได้ ก็เฉพาะเมื่อมันมีความโดดเดี่ยวทางใจเข้ามาแทรกอยู่ด้วย

ด้วยเหตุนี้กระมังที่แม่ยอมที่จะทุกข์ทรมาน เพื่อแลกกับความรู้สึกว่า เขายังมี 'ใคร' แม้ว่าหลายครั้งที่แม่จะบอกว่าตนไม่อยากอยู่ในภาวะเช่นนี้

.... แต่แม่ก็ไม่ไปไหน ...

ไม่ทำอะไรให้ความรู้สึกของตัวเองดีไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแท้ที่จริงแล้ว แม่พร้อมที่จะทำให้ทุกคนเห็นว่า ตัวเองอ่อนแอและสิ้นหวัง เพื่อให้มีความรู้สึกว่า แม่ยังสามารถพึ่งพิงคนอื่น นั่นหมายถึงลูก หรือบางภาวะอาจเป็นพ่อก็ได้...และนั่นมันทำให้แม่รู้สึกว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น


ด้วยเหตุที่ฉันพยายามจะอธิบายแม่ของฉันนี่เอง ฉันจึงพยายามจัดให้แม่ของตัว เป็นกลุ่มคนที่มีภาวะจิตในลักษณะมาโซคิสต์....

และด้วยเหตุผลดังข้างต้นที่ฉันพูดไว้ว่า เพราะเพศหญิงมีหน้าที่รักษาเผ่าพันธุ์และเลี้ยงดูผลผลิตซึ่งหมายถึงลูก จึงทำให้ 'ฉัน' ผู้เป็นลูกของแม่คนนี้เข้าใจเอาเองว่า ความรักไม่ใช่ความรัก มันเป็นอารมณ์ผสมกับสัญชาตญาณบางอย่าง ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนไม่สามารถหลีกหนีมันพ้น...แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าที่จะก้าวไปพร้อมกับความรู้สึกนี้จะเจ็บปวดสักเพียงไรก็ตาม...

.......... เหมือนมนุษย์พร้อมที่จะทำร้ายตัวเองอย่างมีความสุข! .............

แต่ในที่สุด ฉันก็ค้นพบความรู้สึกบางอย่าง ที่มันมาพร้อมกับความรัก.... มันเหมือนเป็นความรักที่เป็นความรัก มันไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างนิยายหรือละครที่ฉันเคยดูเคยอ่าน... มันไม่มีความโรแมนติคซาบซึ้งเหมือนอย่างที่พระเอกปฏิบัติต่อนางเอก แต่ มันคือชีวิตจริงๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงปฏิบัติต่อมนุษย์อีกคนหนึ่ง...


ไม่มีความอ่อนหวาน ไม่เสแสร้ง แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ความรู้สึกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในใจของตัวเอง...



เหนือขึ้นไปกว่า รัก โลภ โกรธ หลง แล้ว คนเรามีความรู้สึกมีอารมณ์มากกว่านั้น มันเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ หากแต่เราต้องอยู่กับมัน ค่อยๆ เรียนรู้มันไป แล้วเราจะพบว่า ในความเป็นมนุษย์นั้นมีสิ่งมหัศจรรย์ทางด้านอารมณ์ให้เราได้เรียนรู้อีกมากมาย

และไม่มีทฤษฎีไหนในโลกใบนี้สามารถจะอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้หมด เพราะความสัมพันธ์ระหว่างคนคนหนึ่ง กับคนอีกคนหนึ่งนั้น ไม่เคยมีความเหมือนและความต่างที่เหมือนกันเลย....



ความรักของฉันไม่เหมือนความรักของแม่ และความรักของใครต่อใครอีกหลายๆ คนที่ฉันเฝ้าเรียนรู้และหาคำตอบ ไม่มีใครเหมือนใคร ฉันจึงเชื่อว่า ในนามของความรักนั้นไม่มีใครสอนใครได้ ไม่มีใครช่วยใครได้...



ความรักขึ้นอยู่แค่คนสองคน ที่เขาต่างก็มีข้อตกลงบางอย่าง ในการใช้ชีวิตร่วมกันเท่านั้นเอง



ฉันเคยคิดไปว่า ฉันรักคนโน้นคนนี้มากมายหลายคน แต่เมื่อฉันพบกับความรักครั้งนี้ มันทำให้ฉันรู้และเข้าใจความรักที่แม่มีต่อพ่อมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะความรู้สึกรักนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และมันไม่ได้เกิดเพราะความวูบไหว

แต่มันค่อยๆ ก่อตัว งอกงามขึ้นในความรู้สึกและการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตร่วมกับใครอีกคน

ความรักครั้งนี้ มันทำให้ฉันรู้ถึงความแตกต่างจากความรักครั้งอื่นๆ มันเป็นความรักที่ฉันพร้อมจะรักอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีรูปแบบทฤษฎีใดๆ มาอธิบายความรักของฉันได้...

เพราะความรักก็คือชีวิตนั่นเอง...

และนี่มันก็เป็นคำตอบสำหรับฉันได้อย่างดีว่า มนุษย์สมัยโฮโมอิเรคตัส นั้น เขามีความรู้สึกที่เรียกว่ารักกันแล้วหรือยัง+++

พิมพ์ครั้งแรกใน in my mind มีรัก มีเรา มีชีวิต/สำนักพิมพ์วันอังคาร/2546

Iris Murdoch



ไอริส เมอร์ดอด Iris Murdoch
      

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุว่า รัก เป็นคำกริยา หมายถึงมีใจเสน่หา และ มีใจผูกพัน
ความรักจึงเป็นอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสน่หาและผูกพันทางอารมณ์อย่างแรงกล้า
ดั่งเช่นประโยคหนึ่งของนักเขียนและนักปรัชญาหญิงผู้นี้ ไอริส เมอร์ด็อค  Iris Murdoch
เธอเคยกล่าวไว้ว่า.....ความรักล้วนต้องการความเข้าใจ  รักแท้หรือรักหมดใจ รับรู้ได้ด้วยความรู้สึก.....

ความรักและการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างคนสองคนก็เป็นเรื่องที่อธิบายและเลียนแบบกันยาก เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องการความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกันเพื่อประคองชีวิตร่วมกันได้ตลอดรอดฝั่ง 
เร็วๆนี้คงเคยเห็นโฆษณาประกันชีวิตที่นำเรื่องราวของสามีภรรยาที่ดูแลกันไปจนแก่เฒ่าแม้ฝ่ายหญิงจะเป็นอัลไซเมอร์ไปแล้วก็ตาม เชื่อแน่ว่าใครเห็นก็ต้องประทับใจกับชีวิตคู่เช่นนั้น

ไอริส เมอร์ด็อค นักเขียนนวนิยายและนักปรัชญาชาวไอริช ผู้นี้ก็เช่นกัน เธอมีชีวิตคู่ที่แสนวิเศษกับ
จอห์น เบย์ลีย์ John Bayley กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตที่เธอป่วยเป็นอัลไซเมอร์
ไอริสเป็นผู้หญิงในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เธอเกิดที่เมืองฟิสโบรอชจ์ ดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ได้ชื่อว่าเป็นหญิงหัวก้าวหน้าและออกจะล้ำกว่าใครในยุคนั้น ถึงขนาดเคยได้รับสมญาว่า เป็นผู้หญิงที่ชาญฉลาดมากที่สุดในอังกฤษ ด้วยท่วงท่าบุคลิกที่มีลักษณะโดดเด่น บัณฑิตสาวจากวิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สร้างความตื่นตะลึงให้กับสังคมด้วยจิตวิญาณแห่งเสรีชนในฐานะนักปรัชญาและนักเขียน

เธอเกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมปี 1919  ในครอบครัวชนชั้นกลางที่เคร่งครัดในลัทธิเพรสไบทีเรียนหนึ่งในนิกายของศาสนาคริสโปรเตสแตนต์  ครอบครัวของเธออาศัยและทำฟาร์มแกะอยู่ทางตอนเหนือของไอร์แลนด์กระทั่งเธอเกิดได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อของเธอต้องย้ายไปรับราชการที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ไอริสเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่ ไฟรเบิล เดมอนสเตรชั่นในปี 1925และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนหญิงล้วนแบดมินตัน ในบริสทอลตั้งแต่ปี 1932 – 1938 หลังจากนั้นเธอก็เข้าไปศึกษาสาขาวิชาคลาสิก ประวัติศาสตร์โบราณ และปรัชญากระทั่งจบเป็นบัณฑิตที่วิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ก่อนออกมาทำงานเพื่อหาประสบการณ์ชีวิตในที่ต่างๆหนึ่งในนั้นคือค่ายผู้อพยพสังกัด United Nations Relief and Rehabilitation Administration (UNRRA)
เธอกลับไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมีงานเขียนนวนิยายเล่มแรกของตัวเองในปี 1954 เรื่องUnder the net ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักเขียนหนุ่มผู้ดิ้นรนแสวงหา งานของไอริสชิ้นนี้เป็นส่วนผสมของปรัชญากับงานเขียนประเภทเสียดสี (picaresque) ที่มักแสดงให้เห็นรายละเอียดที่เหมือนจริงและตลกเสียดเย้ย รูปแบบนิยายประเภทนี้เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 ในสเปนก่อนจะแพร่หลายเป็นที่นิยมทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 17 และ 18 และยังคงส่งอิทธิพลมีผลต่อวรรณกรรมสมัยใหม่เช่นกัน

นวนิยายเรื่องอันเดอร์ เดอะ เนท Under the net นี้ต่อมาในปี 2001 ได้รับเลือกจากบรรณาธิการของโมเดิร์นไลบรารี่ให้เป็นลำดับที่ 95 ของนวนิยายที่ดีที่สุดใน 100 เรื่องของอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 20และในปี 2008 นิตยสารไทม์ TIME ยกย่องให้เธอเป็น 1 ใน 50 นักเขียนชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่นับตั้งแต่ปี 1945 

ดูราวกับเธอจะมีชีวิตที่แสนวิเศษ เป็นผู้หญิงปราดเปรื่องเป็นสมาชิกพรรคอมมิวนิสต์แห่งเกรทบิเทนในปี 1938 ขณะอยู่ที่ออกซฟอร์ดและลาออกจากพรรคเมื่อปี 1942  เธอพูดได้ถึง 8 ภาษาเช่นตุรกี เหตุก็เพราะเธอต้องการเข้าใจงานเขียนของ นาซิม ฮิกเมท Nazim Hikmet นักเขียนและกวีชื่อดังชาวตุรกีที่ได้ชื่อว่าเป็นคอมมิวนิสต์โรแมนติก และเมื่อเธอหันมาสนใจงานของนักเขียนชาวรัสเซียอย่างฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี เธอก็ไม่ลังเลที่จะศึกษาภาษารัสเซียจนแตกฉานเพื่อจะได้อ่านงานของดอสโตเยฟสกีจากภาษาต้นฉบับ

ส่วนงานด้านปรัชญาไอริสเริ่มต้นจริงจังกับลัทธิอัตถภาวะนิยม เธอมีผลงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของ
ชอง ปอล ซาร์ต ตีพิมพ์ในประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกในปีเดียวกับที่เธอออกนวนิยายเล่มแรกของตัวเองนอกจากความสนใจในปรัชญาอัตถภาวะนิยมแต่เริ่มแรกแล้ว หลังจากนั้นไอริสหันมาให้ความสนใจแนวคิดของเพลโตและเริ่มสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง เธอเคยอธิบายความเชื่อของตัวเองในความดีไว้ว่า...ความงามคือแง่มุมที่มองเห็นและเข้าถึงได้ของความดี แต่เพราะตัวความดีเองไม่อาจมองเห็นได้ ความรู้ของความดีต้องได้มาด้วยการศึกษาและเข้าใจศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่....

นอกจากมุ่งมั่นทางปรัชญาและความคิดแล้ว ไอริสยังเป็นสาวสังคมเธอชอบงานรื่นเริงและการดื่มสังสรรค์ เธอสูญเสียคนรักในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองไปถึง 2 คน ก่อนที่เธอจะมาพบรักและร่วมชีวิตกับสามีจอหน์ เบย์ลีย์ที่เป็นอาจารย์สอนวรรณคดีอังกฤษและนักเขียนเช่นเดียวกับเธอในปี 1956

แต่บางคนก็กล่าวว่าเธอเป็นผู้หญิงโรแมนติกและมีชีวิตที่น่าเศร้า เคยมีผู้กำกับภาพยนตร์ริชาร์ด แอร์ล Richard Eyre ที่นำเรื่องราวชีวิตของเธอมาถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มออกเผยแพร่ให้ได้ชมกันเมื่อปี 2001
ใครที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้คงได้เห็นฉากชีวิตของเธอบางฉากที่โลดโผนกับความรักและใช้ชีวิตที่คุ้มสุดคุ้มของเธอกันมาบ้าง

ในชีวิตจริงงานของเธอนอกจากจะได้รับการกล่าวขานว่าใช้นวนิยายเป็นเครื่องมือสะท้อนประเด็นเกี่ยวกับมนุษย์ในเรื่องของการเลือกและการหลอกตัวเอง บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ทางเพศและอำนาจของจิตไร้สำนึกแล้ว  ในบันทึกจดหมายรักของไอริสมีการกล่าวถึง ผู้หญิงที่ชื่อ ฟิลิปปา Philippa เพื่อนรุ่นน้องของเธอที่ต่างก็ตกหลุมรักกันอย่างรุนแรง กระทั่ง philippa ตัดสินใจแต่งงานกับชายหนุ่มนาม
ไมเคิล ฟุต Michael Foot และไอริสก็แต่งงานกับจอห์น เบย์ลีย์ แต่เธอทั้งคู่ก็ยังสานสัมพันธ์ ด้วยการส่งจดหมายถึงกันตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรัชญาของเพลโต ข้อโต้เถียงในนิยายที่ไอริสแต่ง หรือแม้กระทั่งอารมณ์รักที่ทั้งคู่ต่างมีให้แก่กัน

ความสัมพันธ์ของไอริสกับฟิลิปปา ดำเนินควบคู่มากับชีวิตแต่งงานของเธอทั้งสองกระทั่งปี 1959 ไมเคิลตัดสินใจแยกทางกับฟิลิปปา ในครั้งนั้นยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไอริสกับฟิลิปปารุนแรงมากยิ่งขึ้นถึงขั้นมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันจนถึงปี 1969 ความสัมพันธ์นี้จึงได้สิ้นสุดลง ฟิลิปปาเดินทางไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา แต่ยังกลับมาที่ออกซฟอร์ดทุกปีและยังคงส่งจดหมายถึงไอริสอย่างสม่ำเสมอ แต่เธอไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากไอริส....

ตลอดเวลานับตั้งแต่ปี 1956 ไอริสใช้ชีวิตร่วมกับจอห์น เบย์ลีย์มาตลอด และนับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีคนหนึ่งที่แม้จะมีฉากชีวิตรักที่โลดโผนโจนทะยาน และใช้ชีวิตแหกขนบของหญิงในยุคสมัยของเธออย่างสิ้นเชิง สามีอย่างจอห์นก็เข้าใจและรักเธออย่างสุดซึ้ง  ไอริสมีความคิดก้าวหน้าตลอดเวลา
เธอผลิตงานนวนิยายออกมามากกว่า 25 เล่มและยังมีผลงานทางด้านปรัชญาและบทละครอีกมากมาย และเธอยังได้รับเกียรติยศในปี 1987 ด้วยการได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Dame Commander of the Order of the British Empire (DBE)

และในที่สุดเธอเริ่มมีอาการอัลไซเมอร์ในปี 1995 ด้วยอาการเขียนหนังสือไม่ได้ สะกดตัวหนังสือไม่ถูกอย่างที่เคยเขียน ตลอดช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ไอริสมีจอห์น คอยปรณนิบัติเคียงข้างเธอตลอดเวลา ทุกวันจอห์นจะพาไอริสไปว่ายน้ำที่ทะเลสาบข้างบ้าน เพราะเขารู้ว่าเธอชอบว่ายน้ำมาก ดังเช่นที่จอห์นได้เขียนถึงไอริสไว้ในหนังสือของเขาว่า ...มันเหมือนกับมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งนิยาย ผมเป็นชายหนุ่มที่หลงรักสาวสวย ที่มักจะหายตัวไปในโลกที่เร้นลับแต่เธอก็จะกลับมาเสมอ...

ความรักระหว่างไอริสกับจอห์น ถูกบางคนยกย่องให้เป็นตำนานรักโรแมนติกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษ เรื่องราวชีวิตรักของคนทั้งคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รักที่แท้นั้นเป็นเช่นไร  เขาทั้งคู่ผ่านเรื่องราวที่ดีและรันทดมาด้วยกันอย่างเข้าใจและรักกันอย่างแท้จริง

ไอริสเคยเขียนถึงความรักไว้ตอนหนึ่งว่า.... มนุษย์รักกันในเรื่องเพศ ในมิตรภาพ และเมื่อพวกเขาอยู่ในความรัก เขาจะหวงแหนคนอื่นไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ พืชหรือแม้กระทั่งก้อนหิน การแสวงหาความสุขและเติมเต็มความสุขนี้ คือพลังแห่งจินตนาการของเรา.

ไอริสจากโลกนี้ไปด้วยวัย 79 ปีในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1999 หลังจากนั้นเถ้ากระดูกของเธอถูกนำมาโปรยอยู่ในบริเวณสวนฌาปนสถานที่เมืองออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ จอห์นสามีของเธอได้เขียนประวัติชีวิตของไอริสออกเผยแพร่ในชื่อ Elegy for Iris ตีพิมพ์ในปี 1999 กระทั่งถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เพื่อให้ได้ชมกันและมุ่งเน้นไปในเรื่องความรักของคนทั้งคู่ ฟิลิปปาได้กล่าวถึงไอริสไว้ว่า เธอคือแสงสว่างของชีวิต ฟิลิปปาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2010 นี้เอง.